วิธีเลือกซื้อ กระเป๋าเดินทาง สำหรับมือใหม่ เลือกอย่างไรให้เหมาะกับทุกทริป
สำหรับคนที่กำลังวางแผนเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทริปท่องเที่ยวในประเทศ เดินทางต่างประเทศ ไปทำงาน หรือกลับบ้านต่างจังหวัด สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ กระเป๋าเดินทาง เพราะนอกจากจะใช้สำหรับจัดเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวแล้ว กระเป๋าเดินทางที่เหมาะสมยังช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้น ลดปัญหาสัมภาระเสียหาย และช่วยให้จัดของได้เป็นระเบียบมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม สำหรับมือใหม่ การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทางอาจดูเป็นเรื่องยาก เพราะมีทั้งขนาด 20 นิ้ว 24 นิ้ว 28 นิ้ว กระเป๋าแบบแข็ง แบบผ้า ล้อลาก 2 ล้อ 4 ล้อ หรือ 8 ล้อ รวมถึงวัสดุและระบบล็อกที่แตกต่างกัน บทความนี้จึงรวบรวม วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทางสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่การเลือกขนาด วัสดุ ล้อ ซิป ระบบล็อก ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ
ทำไมการเลือกกระเป๋าเดินทางให้เหมาะสมจึงสำคัญ?
หลายคนอาจคิดว่ากระเป๋าเดินทางรุ่นไหนก็สามารถใช้งานได้เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริง กระเป๋าที่เหมาะกับรูปแบบการเดินทางจะช่วยลดความยุ่งยากได้มาก ตัวอย่างเช่น หากเดินทางเพียง 2-3 วัน แต่เลือกกระเป๋าขนาดใหญ่เกินไป อาจทำให้ลากลำบากและเสียพื้นที่โดยไม่จำเป็น ในทางกลับกัน หากต้องเดินทาง 7-10 วัน แต่ใช้กระเป๋าขนาดเล็ก ก็อาจต้องยัดของแน่นจนซิปเสียหรือกระเป๋าปิดไม่ได้
นอกจากนี้ หากต้องเดินทางโดยเครื่องบิน การเลือกกระเป๋ายังเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดเรื่องขนาดและน้ำหนักสัมภาระของสายการบินด้วย ดังนั้นก่อนซื้อจึงควรพิจารณาทั้งระยะเวลาเดินทาง ปริมาณสัมภาระ และวิธีการเดินทางควบคู่กันไป
1. เลือกขนาดกระเป๋าเดินทางให้เหมาะกับจำนวนวัน
สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือ ขนาดกระเป๋าเดินทาง ซึ่งมักระบุเป็นหน่วยนิ้ว โดยขนาดที่พบได้บ่อย ได้แก่ 18 นิ้ว 20 นิ้ว 22 นิ้ว 24 นิ้ว 26 นิ้ว และ 28 นิ้วขึ้นไป
กระเป๋าเดินทาง 18-20 นิ้ว
เหมาะสำหรับทริปสั้นประมาณ 1-3 วัน หรือคนที่จัดสัมภาระไม่เยอะ กระเป๋าขนาดนี้มีข้อดีคือกะทัดรัด น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย และบางรุ่นสามารถนำขึ้นเครื่องเป็นสัมภาระถือขึ้นเครื่องได้
อย่างไรก็ตาม หากต้องการนำขึ้นเครื่อง ควรตรวจสอบข้อกำหนดของสายการบินที่ใช้บริการทุกครั้ง เพราะแต่ละสายการบินอาจกำหนดขนาดและน้ำหนัก Cabin Baggage แตกต่างกัน
กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้ว
เป็นขนาดยอดนิยมสำหรับการเดินทางประมาณ 4-7 วัน มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์อาบน้ำ และของใช้ส่วนตัว เหมาะกับคนที่ต้องการกระเป๋าขนาดกลาง ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป
หากเป็นมือใหม่และยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกขนาดไหนดี กระเป๋า 24 นิ้วถือเป็นตัวเลือกที่ใช้งานได้ค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะคนที่เดินทางปีละหลายครั้งและมีทั้งทริปสั้นกับทริปกลาง
กระเป๋าเดินทาง 26-28 นิ้ว
เหมาะสำหรับทริปประมาณ 7-14 วัน การเดินทางต่างประเทศ หรือคนที่มีสัมภาระจำนวนมาก กระเป๋าขนาดนี้สามารถใส่เสื้อผ้าได้หลายชุด รวมถึงรองเท้า เสื้อกันหนาว และของฝาก
ข้อควรระวังคือ เมื่อใส่ของเต็มแล้วน้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นมาก จึงควรเช็กน้ำหนักสัมภาระที่สายการบินอนุญาต เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมน้ำหนักเกิน
2. เลือกระหว่างกระเป๋าเดินทางแบบแข็งและแบบผ้า
กระเป๋าเดินทางสามารถแบ่งหลัก ๆ ได้เป็น กระเป๋าเดินทางแบบแข็ง และ กระเป๋าเดินทางแบบผ้า ซึ่งแต่ละประเภทมีจุดเด่นแตกต่างกัน
กระเป๋าเดินทางแบบแข็ง
กระเป๋าแบบแข็งได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เพราะรูปทรงดูทันสมัย ทำความสะอาดง่าย และช่วยป้องกันสัมภาระด้านในจากแรงกระแทกได้ดี เหมาะกับการเดินทางโดยเครื่องบิน หรือผู้ที่มักพกของที่ต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ
วัสดุที่นิยมใช้ ได้แก่ ABS, Polycarbonate หรือ PC และ Polypropylene หรือ PP ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน
- ABS มีราคาค่อนข้างเข้าถึงง่าย น้ำหนักไม่มาก แต่ความยืดหยุ่นอาจน้อยกว่า PC
- Polycarbonate หรือ PC มีความยืดหยุ่นและทนต่อแรงกระแทกได้ดี เหมาะสำหรับคนที่เดินทางบ่อย
- Polypropylene หรือ PP มีความแข็งแรง ทนทาน และมักมีน้ำหนักไม่มากเมื่อเทียบกับความแข็งแรงของวัสดุ
กระเป๋าเดินทางแบบผ้า
กระเป๋าแบบผ้ามีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่น สามารถใส่สัมภาระที่มีรูปทรงไม่แน่นอนได้สะดวก และหลายรุ่นมีช่องเก็บของด้านหน้า ช่วยให้หยิบเอกสารหรือของใช้ระหว่างเดินทางได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม กระเป๋าผ้าอาจทำความสะอาดยากกว่าแบบแข็ง และหากโดนน้ำหรือฝน ควรตรวจสอบว่าผ้าที่ใช้มีคุณสมบัติกันน้ำหรือเคลือบสารช่วยป้องกันความชื้นหรือไม่
3. ตรวจสอบล้อกระเป๋าเดินทาง
ล้อถือเป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุดของกระเป๋าเดินทาง โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินผ่านสนามบิน สถานีรถไฟ หรือสถานที่ที่มีระยะทางค่อนข้างไกล
กระเป๋าเดินทาง 2 ล้อ
กระเป๋าแบบ 2 ล้อต้องเอียงกระเป๋าแล้วลากไปด้านหลัง ข้อดีคือโครงสร้างค่อนข้างเรียบง่าย และล้อบางรุ่นอาจทนต่อพื้นขรุขระได้ดี แต่ผู้ใช้ต้องออกแรงลากมากกว่าแบบ 4 ล้อ
กระเป๋าเดินทาง 4 ล้อ หรือ 8 ล้อ
กระเป๋าแบบ 4 ล้อที่สามารถหมุนได้ 360 องศาได้รับความนิยมมาก เพราะสามารถเข็นกระเป๋าไปด้านข้าง ด้านหน้า หรือหมุนเปลี่ยนทิศทางได้ง่าย
ส่วนกระเป๋าที่เรียกว่า 8 ล้อ มักเป็นการใช้ล้อคู่ 4 จุด ช่วยกระจายน้ำหนักและเพิ่มความมั่นคงขณะเคลื่อนที่ เหมาะกับกระเป๋าขนาดกลางถึงใหญ่
ก่อนซื้อควรทดลองหมุนล้อหรือเข็นกระเป๋า หากเลือกซื้อออนไลน์ควรอ่านรายละเอียดและรีวิวเกี่ยวกับเสียงของล้อ ความลื่น และความแข็งแรง เพราะล้อเป็นจุดที่เกิดการสึกหรอได้ค่อนข้างง่าย
4. เช็กคันชักให้แข็งแรงและปรับระดับได้
คันชักเป็นส่วนที่ต้องรับแรงระหว่างลากกระเป๋า จึงควรเลือกคันชักที่มีความแข็งแรง ไม่โยกมากจนเกินไป และสามารถปรับความสูงให้เหมาะกับผู้ใช้งานได้
ควรทดลองดึงขึ้นและกดลงหลายครั้ง เพื่อดูว่ากลไกทำงานได้ลื่นหรือไม่ ปุ่มกดไม่ติดขัด และเมื่อล็อกระดับแล้วคันชักไม่เลื่อนลงเอง
สำหรับคนตัวสูง การเลือกกระเป๋าที่มีคันชักยาวพอเหมาะจะช่วยลดการก้มตัวขณะลากและทำให้ใช้งานสบายขึ้น
5. ดูระบบล็อกของกระเป๋า
กระเป๋าเดินทางในปัจจุบันมีระบบล็อกหลายรูปแบบ ทั้งแม่กุญแจ รหัสตัวเลข และ TSA Lock
TSA Lock เป็นระบบล็อกที่พบได้บ่อยในกระเป๋าสำหรับเดินทางต่างประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตสามารถตรวจสอบกระเป๋าด้วยกุญแจเฉพาะของระบบได้โดยไม่จำเป็นต้องทำลายตัวล็อก
หากเดินทางต่างประเทศบ่อย การเลือกกระเป๋าที่มี TSA Lock ในตัวช่วยเพิ่มความสะดวก เพราะไม่ต้องซื้อแม่กุญแจเพิ่มเติม
เมื่อซื้อกระเป๋าใหม่ ควรตั้งรหัสใหม่แทนรหัสเริ่มต้นจากโรงงาน และควรจดหรือจำรหัสไว้ในที่ปลอดภัย
6. ตรวจสอบซิปและระบบเปิด-ปิด
สำหรับกระเป๋าที่ใช้ซิป ควรตรวจสอบว่าซิปมีขนาดแข็งแรง รูดได้ลื่น และตะเข็บบริเวณรอบซิปเย็บเรียบร้อยหรือไม่ เพราะหากใส่สัมภาระแน่นเกินไป จุดที่ต้องรับแรงมากมักเป็นบริเวณซิป
กระเป๋าบางรุ่นใช้ระบบเฟรมล็อกแทนซิป ซึ่งให้ความรู้สึกแข็งแรงและเปิด-ปิดได้รวดเร็ว แต่โดยทั่วไปอาจมีราคาสูงขึ้นและมีความยืดหยุ่นในการใส่ของน้อยกว่ากระเป๋าซิป
7. ดูการจัดแบ่งช่องภายในกระเป๋า
อย่าพิจารณาเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ควรเปิดดูพื้นที่ด้านในด้วย เพราะการแบ่งช่องที่ดีสามารถช่วยให้จัดสัมภาระง่ายขึ้น
ภายในกระเป๋าที่ใช้งานสะดวกควรมีสายรัดสัมภาระ ช่วยป้องกันเสื้อผ้าเคลื่อนที่ มีแผ่นกั้นแบ่งฝั่ง และอาจมีช่องตาข่ายสำหรับเก็บของชิ้นเล็ก เช่น สายชาร์จ ถุงเท้า เอกสาร หรืออุปกรณ์ส่วนตัว
หากเป็นคนที่ชอบจัดกระเป๋าเป็นหมวดหมู่ การเลือกกระเป๋าที่แบ่งพื้นที่ชัดเจนจะช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องเปิดหาของระหว่างเดินทาง
8. เช็กน้ำหนักกระเป๋าเปล่าก่อนซื้อ
น้ำหนักของกระเป๋าเปล่าเป็นอีกปัจจัยที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางโดยเครื่องบิน เพราะน้ำหนักของกระเป๋าจะถูกนับรวมกับสัมภาระด้านใน
ตัวอย่างเช่น หากสายการบินอนุญาตสัมภาระ 20 กิโลกรัม และกระเป๋าเปล่าหนัก 5 กิโลกรัม เท่ากับเหลือน้ำหนักสำหรับใส่ของจริงประมาณ 15 กิโลกรัมเท่านั้น
ดังนั้นคนที่ต้องเดินทางโดยเครื่องบินบ่อยควรมองหา กระเป๋าเดินทางน้ำหนักเบา แต่ยังคงมีโครงสร้างแข็งแรงเพียงพอ
9. เลือกกระเป๋าที่มีฟังก์ชันขยายพื้นที่ หากเป็นสายช้อป
กระเป๋าเดินทางบางรุ่นมีระบบ Expandable หรือซิปขยายความจุ ทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้เมื่อจำเป็น ฟังก์ชันนี้เหมาะกับคนที่ขาไปมีสัมภาระไม่มาก แต่ขากลับมักมีของฝากหรือสินค้าที่ซื้อเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม เมื่อขยายกระเป๋าแล้ว ควรตรวจสอบขนาดและน้ำหนักอีกครั้ง โดยเฉพาะก่อนขึ้นเครื่องบิน เนื่องจากกระเป๋าอาจมีความหนาเพิ่มขึ้นจนเกินข้อกำหนดของสายการบิน
10. เลือกสีที่เหมาะกับการใช้งาน
สีของกระเป๋าเดินทางไม่ได้มีผลเพียงเรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ค้นหากระเป๋าได้ง่ายขึ้นบนสายพานรับสัมภาระ
สีดำ เทา หรือกรมท่าเป็นสีที่ดูแลรักษาง่ายและไม่เห็นรอยเปื้อนชัด แต่เนื่องจากเป็นสีที่นิยม จึงอาจทำให้มีกระเป๋าหน้าตาคล้ายกันจำนวนมาก
หากต้องการให้สังเกตง่าย สามารถเลือกสีที่แตกต่าง เช่น ฟ้า เขียว แดง เหลือง หรือสีพาสเทล หรือใช้อุปกรณ์เสริม เช่น สายรัดกระเป๋า ป้ายชื่อ หรือแท็กกระเป๋า เพื่อช่วยให้จำกระเป๋าของตัวเองได้ง่ายขึ้น
11. พิจารณางบประมาณให้เหมาะกับความถี่ในการเดินทาง
ราคากระเป๋าเดินทางมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น การเลือกซื้อจึงควรสัมพันธ์กับความถี่ในการใช้งาน
หากเดินทางเพียงปีละ 1-2 ครั้ง กระเป๋าระดับราคากลางที่วัสดุดี ล้อแข็งแรง และมีการรับประกันเพียงพอ อาจตอบโจทย์โดยไม่จำเป็นต้องเลือกรุ่นราคาสูงมาก
แต่หากต้องเดินทางบ่อย เช่น เดินทางเพื่อทำงานทุกเดือน การลงทุนกับกระเป๋าที่มีวัสดุทนทาน ล้อคุณภาพดี คันชักแข็งแรง และมีศูนย์บริการหรืออะไหล่รองรับ อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
12. ตรวจสอบการรับประกันและบริการหลังการขาย
ก่อนซื้อควรตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกัน โดยเฉพาะส่วนที่มีโอกาสเสียหายจากการใช้งาน เช่น ล้อ คันชัก ตัวล็อก และซิป
กระเป๋าบางแบรนด์สามารถเปลี่ยนอะไหล่บางส่วนได้ ซึ่งช่วยให้ไม่ต้องซื้อกระเป๋าใบใหม่เมื่อเกิดปัญหาเพียงจุดเดียว
สำหรับการซื้อออนไลน์ควรเลือกจากร้านค้าที่มีข้อมูลผู้ขายชัดเจน มีรีวิวจากผู้ซื้อจริง และมีนโยบายเปลี่ยนหรือคืนสินค้าในกรณีที่ได้รับสินค้าเสียหายหรือไม่ตรงกับรายละเอียด
ตารางเลือกขนาดกระเป๋าเดินทางแบบง่ายสำหรับมือใหม่
| ขนาดกระเป๋า | จำนวนวันโดยประมาณ | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|
| 18-20 นิ้ว | 1-3 วัน | ทริปสั้น สัมภาระน้อย |
| 22-24 นิ้ว | 4-7 วัน | ทริประยะกลาง เดินทางทั่วไป |
| 26 นิ้ว | 5-10 วัน | ทริปต่างประเทศ หรือสัมภาระค่อนข้างเยอะ |
| 28 นิ้วขึ้นไป | 7-14 วันขึ้นไป | ทริปยาว เสื้อผ้าและสัมภาระจำนวนมาก |
ระยะเวลาข้างต้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เพราะปริมาณสัมภาระของแต่ละคนแตกต่างกัน คนที่เดินทางแบบมินิมอลอาจใช้กระเป๋าใบเล็กได้นานหลายวัน ขณะที่บางคนอาจต้องใช้กระเป๋าขนาดใหญ่แม้เดินทางเพียงไม่กี่วัน
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอเมื่อซื้อกระเป๋าเดินทาง
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการเลือกจากดีไซน์หรือราคาเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ดูรายละเอียดด้านการใช้งาน เช่น ล้อ คันชัก น้ำหนัก และขนาด
- เลือกกระเป๋าใหญ่เกินความจำเป็น ทำให้ลากและยกขึ้นรถยาก
- ไม่ตรวจสอบน้ำหนักกระเป๋าเปล่า ทำให้น้ำหนักสัมภาระเต็มเร็ว
- เลือกกระเป๋าราคาถูกมาก แต่ล้อและคันชักไม่แข็งแรง
- ไม่ตรวจสอบขนาด Cabin Baggage ก่อนนำขึ้นเครื่อง
- ใส่ของแน่นเกินไปจนซิปและโครงกระเป๋ารับแรงมาก
- ไม่เช็กเงื่อนไขการรับประกันก่อนซื้อ
วิธีดูแลกระเป๋าเดินทางให้ใช้งานได้นาน
หลังจากเลือกซื้อกระเป๋าที่เหมาะสมแล้ว การดูแลรักษาก็มีส่วนช่วยยืดอายุการใช้งานได้เช่นกัน
หลังเดินทางควรเช็ดทำความสะอาดล้อและตัวกระเป๋า โดยเฉพาะหากผ่านพื้นที่เปียก ฝุ่น หรือคราบสกปรก หากเป็นกระเป๋าแบบแข็งสามารถใช้ผ้านุ่มชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาด แล้วปล่อยให้แห้งก่อนเก็บ
สำหรับกระเป๋าผ้า ควรตรวจสอบวิธีทำความสะอาดจากผู้ผลิต เนื่องจากผ้าแต่ละชนิดอาจมีวิธีดูแลแตกต่างกัน
ควรเก็บกระเป๋าในพื้นที่แห้ง ไม่ชื้น และไม่วางของหนักทับเป็นเวลานาน นอกจากนี้ควรตรวจสอบล้อ คันชัก และซิปก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาระหว่างทริป
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง
มือใหม่ควรซื้อกระเป๋าเดินทางกี่นิ้ว?
หากยังไม่แน่ใจและต้องการกระเป๋าที่ใช้งานได้หลายรูปแบบ ขนาดประมาณ 24 นิ้วถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเหมาะกับทริประยะกลางและมีพื้นที่เพียงพอสำหรับสัมภาระทั่วไป แต่หากเดินทางระยะสั้นและต้องการพกขึ้นเครื่อง อาจพิจารณาขนาดประมาณ 18-20 นิ้ว โดยต้องตรวจสอบข้อกำหนดของสายการบินร่วมด้วย
กระเป๋าเดินทางแบบแข็งหรือแบบผ้าดีกว่ากัน?
ไม่มีประเภทใดดีที่สุดสำหรับทุกคน กระเป๋าแบบแข็งเหมาะกับผู้ที่ต้องการความแข็งแรงและป้องกันแรงกระแทก ส่วนกระเป๋าผ้าเหมาะกับคนที่ต้องการความยืดหยุ่นและช่องเก็บของด้านนอก การเลือกจึงขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานเป็นหลัก
กระเป๋า 20 นิ้วขึ้นเครื่องได้หรือไม่?
กระเป๋า 20 นิ้วหลายรุ่นออกแบบมาสำหรับใช้เป็น Cabin Luggage แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกใบจะนำขึ้นเครื่องได้ เพราะสายการบินกำหนดทั้งขนาดภายนอกและน้ำหนักแตกต่างกัน ควรตรวจสอบข้อมูลจากสายการบินก่อนเดินทางทุกครั้ง
กระเป๋าเดินทางควรมี TSA Lock หรือไม่?
หากเดินทางต่างประเทศบ่อย การมีกุญแจ TSA Lock ในตัวถือเป็นฟังก์ชันที่สะดวก แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการเลือกซื้อ ควรพิจารณาความแข็งแรงของโครงกระเป๋า ล้อ คันชัก และซิปร่วมด้วย
สรุป วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทางสำหรับมือใหม่
การเลือกซื้อ กระเป๋าเดินทางสำหรับมือใหม่ ไม่ควรพิจารณาจากความสวยหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากลักษณะการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนวันที่เดินทาง วิธีเดินทาง และปริมาณสัมภาระ
เริ่มจากเลือกขนาดให้เหมาะกับจำนวนวัน จากนั้นพิจารณาว่าต้องการกระเป๋าแบบแข็งหรือแบบผ้า ตรวจสอบวัสดุ ล้อ คันชัก ซิป ระบบล็อก น้ำหนักกระเป๋า รวมถึงช่องจัดเก็บภายใน หากเดินทางโดยเครื่องบินควรตรวจสอบข้อกำหนดของสายการบินทั้งเรื่องขนาดและน้ำหนักก่อนทุกครั้ง
สำหรับมือใหม่ที่ต้องการใช้งานทั่วไป กระเป๋าขนาดประมาณ 20-24 นิ้วอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม ส่วนคนที่เดินทางต่างประเทศเป็นเวลานานหรือมีสัมภาระจำนวนมากสามารถพิจารณาขนาด 26-28 นิ้วเพิ่มเติมได้
สุดท้าย กระเป๋าเดินทางที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่แพงที่สุด แต่ควรเป็นกระเป๋าที่มีขนาดเหมาะสม แข็งแรง ลากสะดวก น้ำหนักไม่มากเกินไป และตอบโจทย์รูปแบบการเดินทางของคุณ เมื่อเลือกได้เหมาะสมแล้ว กระเป๋าใบเดียวก็สามารถเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ใช้งานได้อีกหลายทริป